วิธีการดูแลรักษา เมื่อลูกเป็นหวัด

ถ้าจะกล่าวถึงเด็กกับหวัดคงหนีกันไม่พ้นอย่างแน่นอน เพราะในเด็กจะป่วยและเป็นไข้หวัดได้บ่อย
แต่คุณพ่อแม่ทั้งหลายจะมีวีธีการกำจัดอาการหวัดนี้อย่างไร จะมาแนะนำวิธีรับมือเมื่อลูกๆเป็นหวัด

เด็กป่วยเป็นไข้หวัดได้บ่อย

มีการศึกษาระบุว่าเด็กสามารถป่วยได้ถึงปีละ 10 -12 ครั้ง ถ้าเป็นไข้หวัดธรรมดา แต่ถ้าเกิดจากการติดเชื้อไวรัส จะทำให้เด็กมีไข้ คัดจมูก น้ำมูกไหล และเจ็บคอ ส่วนใหญ่เด็กจะเป็นอยู่ประมาณ 5-7 วัน แล้วก็จะหายไปได้เอง

ยาที่ใช้รักษา ได้แก่ ยาลดไข้แบบพาราเซ็ทตามอลเพื่อบรรเทาอาการไข้อาการปวดเมื่อยตามร่างกายที่อาจพบกับเด็กได้ การให้ยาลดไข้เท่านี้ก็เพียงพอแล้วในการรักษาไม่จำเป็นต้องให้ยาแก้อักเสบ ยาปฏิชีวนะ หรือแม้แต่ยาลดน้ำมูก ยาแก้ไอ เพราะยาจำพวกนี้ไม่ได้ทำให้เด็กหายไวขึ้นแต่อย่างไร แต่อาจจะส่งผลให้มีอาการข้างเคียงของยาได้ ในเด็กที่เป็นหวัดมีน้ำมูกไหลออกมา แนะนำให้ใช้ผ้านุ่มพันปลายแหลมสอดเข้าไปในรูจมูกเพื่อซับน้ำมูก ในเด็กโตควรแนะนำให้สั่งน้ำมูกออกมาเอง

การป้องกันไข้หวัดเมื่อลูกเป็นหวัด ไข้หวัดเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส การป้องกันที่ดีคือการให้วัคซีนเพื่อเป็นการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคให้แก่เด็ก แต่ก็มีเชื้อไวรัสที่มากกว่า 200 ชนิดที่ทำให้เกิดโรคหวัดได้ ดังนั้นจึงยังไม่มีวัคซีนจำเพาะสำหรับโรคหวัดนี้ สำหรับการป้องกันโรคหวัดสามารถกินกินวิตามินซี แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานสนับสนุนเพียงพอว่า วิตามินซี ไม่ว่าจะเป็นขนาดปกติหรือขนาดสูงจะสามารถป้องกันไข้หวัดได้ รวมทั้งแร่ธาตุแบบสังกะสีหรือสมุนไพรที่ชื่อเอคินาเชีย( Echinacea) ก็ยังไม่มีหลักฐานว่าสามารถป้องกันไข้หวัด สำหรับวิตามินซีหากให้ในขนาดที่มากเกินความต้องการในระยะเวลานาน ก็อาจจะก่อให้เกิดอันตรายตามมาได้อีกด้วยด้วย เช่น อาจทำให้ท้องเสียรุนแรงในเด็กเล็ก

เด็กแต่ละคนมีโอกาสเป็นหวัดได้บ่อยครั้งต่างกันไป เด็กที่ไม่สบายเป็นหวัดบ่อยๆ มักพบในเด็กที่คลอดออกมามีน้ำหนักตัวน้อย หรือคลอดไม่ครบกำหนด เด็กที่ไม่ได้เลี้ยงด้วยนมแม่ เพราะนมแม่จะทำให้มีการสร้างภูมิต้านทานที่ดี การเลี้ยงดูเด็กก็มีส่วนที่ทำให้เด็กไม่สบายบ่อยๆ เด็กที่เลี้ยงง่ายทานอาหารได้ง่าย ฃน้ำหนักตัวขึ้นดีไม่มีภาวะขาดอาหาร ฃเด็กก็จะแข็งแรงไม่เป็นหวัดบ่อย โรคประจำตัวของเด็กก็เป็นอีกปัจจัย ในเด็กที่ป่วยเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด เป็นโรคสมองพิการ จะไม่สบายบ่อย
เรื่องบ้านเรือนที่อยู่อาศัยหากอยู่กันอย่างแออัด มีการหุงหาทำกับข้าวภายในบ้าน มีฝุ่นควันมากมาย หรือมีคนในครอบครัวสูบบุหรี่ ก็เป็นเหตุกระตุ้นให้เด็กเป็นหวัดบ่อยได้เช่นกัน เด็กเล็กๆ วัยก่อนเข้าเรียนก็ไม่สบายบ่อยได้ การพาเด็กไปโรงเรียนหรือ ไปฝากเลี้ยงที่สถานรับเลี้ยงเด็กก็อาจจะทำให้มีการติดเชื้อระหว่างเด็กด้วยกันได้
การเลี้ยงดูเด็กจึงควรมีการรักษาร่างกายให้อบอุ่น ไม่ร้อนจนเกินไปและไม่หนาวจนเกินไป หากไม่ได้มีการเลี้ยงดูอุ้มชูกันด้วยความรักความอบอุ่น เด็กก็จะไม่สบายหรือเป็นหวัดบ่อย การเปลี่ยนแปลงของอากาศตามฤดูกาล เด็กมักจะเป็นหวัดบ่อยๆ ในช่วงหน้าหนาว อากาศเย็น ฝนตก และในช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อน เด็กส่วนใหญ่จะแข็งแรง ดังนั้นในเด็กที่ เลี้ยงง่าย สอนง่าย กินง่าย นอนง่าย อารมณ์ดี เบิกบานแจ่มใส จะส่งผลดีทำให้เด็กแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย

อย่างไรก็ตามในเด็กที่เริ่มต้นด้วยอาการเป็นไข้หวัด แต่ต่อมาหากมีอาการแสดงเฉพาะที่อาจบ่งบอกได้ว่าป่วยเป็นโรคร้ายแรงชนิดอื่นๆ ได้ เช่น ไข้เลือดออก ไข้หวัดนก ไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม โรคเลบโตสไปโลสิส โรคหัด หัดเยอรมัน คางทูม โรคสุกใส โรคไอกรน เป็นต้น โรคเหล่านี้เริ่มต้นอาจเหมือนไข้หวัดทุกประการ โรคต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นสามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน
การที่เด็กเป็นหวัดไม่สบายจึงจำเป็นต้องมีการเฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงของโรค ที่อาจจะเกิดขึ้นตามมาเสมออย่างใกล้ชิด หากเป็นไข้เมื่อให้ยาลดไข้ แต่ไข้ไม่ลด ไข้หวัดที่ควรเป็นอยู่ที่ประมาณ 7- 10 วัน ที่สมควรจะต้องหายได้แล้ว แต่ถ้าหากยังมีอาการไข้หวัดอยู่ ไข้ไม่ลด หรืออาจมีอาการรุนแรงมากขึ้นเช่น มีอาการหายใจหอบ หายใจมีเสียงดัง ทานอาหาร น้ำ หรือนมไม่ได้ เด็กที่มีอาการซึมเอาแต่นอน ปลุกไม่ตื่น อาเจียนตลอดเลย หรือพบว่าเขียวตามมือตามเท้า อาการเท้าเย็น
กล่าวโดยสรุปว่าหากเด็กมีอาการไม่ดีขึ้น ต้องพามาพบแพทย์เพื่อตรวจซ้ำใหม่เสมอ อาการที่เปลี่ยนแปลงไปจะทำให้แพทย์สามารถวินิจฉัยได้ว่าเด็กป่วยเป็นโรคอะไร แล้วทำการรักษากันได้อย่างถูกต้องเหมาะสมในที่สุด

นอกจากนี้ในเด็กที่อาจมีอาการคล้ายหวัดเป็นเดือนละ 2- 3 ครั้ง ที่มักเรียกว่าเป็นหวัดเรื้อรัง ส่วนใหญ่จะไม่ได้เป็นไข้หวัดธรรมดา เด็กเหล่านี้มักจะเป็นโรคภูมิแพ้ที่จมูก เป็นผลให้มีน้ำมูกไหลเรื้อรัง คัดจมูกเรื้อรัง อาการคล้ายหวัดนี้ยังอาจมีผลทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคไซนัสอักเสบ โรคหูชั้นกลางอักเสบ กลายเป็นโรคหูน้ำหนวก หรืออาจมีโรคภูมิแพ้ควบคู่ไปด้วย โรคที่สำคัญ ได้แก่ โรคหอบหืดซึ่งอาจทำให้เป็นโรคปอดบวมตามมาได้ เด็กเหล่านี้จึงควรที่จะได้รับการรักษาแบบโรคภูมิแพ้ควบคู่ไปด้วย และจะต้องต้องติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลการรักษาที่ดี และป้องกันโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นมาใหม่ได้

การเลี้ยงดูเด็กเป็นอย่างดี
การเลี้ยงดูเด็กเป็นอย่างดี

การเลี้ยงดูเด็กเป็นอย่างดี การให้เด็กได้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบทั้ง 5 หมู่ การที่เด็กได้พักผ่อนนอนหลับได้อย่างเพียงพอ การที่เด็กออกกำลังกายอย่างเหมาะสมสม่ำเสมอ ควบคู่ไปกับการให้เด็กได้รับวัคซีนครบถ้วนตามวัยเจริญเติมโตของเด็ก การให้เด็กได้เล่นและได้สูดอากาศที่ดีมีสิ่งแวดล้อมที่บริสุทธิ์ ทุกอย่างล้วนแต่เป็นปัจจัยร่วมกันที่ช่วยป้องกันให้เด็กไม่ให้เป็นหวัด หรือเมื่อป่วยเป็นหวัดก็รักษาได้ง่าย หายเร็ว

 

ผศ.นพ.จักรพันธ์ สุศิวะ
ภาควิชากุมารเวชศาสตร์
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ที่มา: http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp?id=598

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.